poln

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

กศ บ TH 55

หมอลำพล ไผ่หวาน EDU talent 2012

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม


PDF พิมพ์ อีเมล



original_N37oqa451559-02



ภารกิจ
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีภารกิจหลัก ดังนี้
     1. การผลิตบัณฑิต ผลิตบัณฑิตสาขาด้านการศึกษาในระดับปริญญาตรี ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต
ระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอก
     2. การวิจัย ให้การสนับสนุนและส่งเสริมบุคลากรในคณะได้มีการทำวิจัยเพื่อพัฒนาวิชาการด้านการศึกษา
และสาขาวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
     3. การบริการวิชาการแก่สังคม ได้จัดโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วไป
     4. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้บุคลากรและนิสิตจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ
ขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อรักษาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
     5. การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ จัดและพัฒนาระบบการบริหารจัดการสู่ความเป็นสากลและมีประสิทธิภาพ
โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร
ปรัชญา
การศึกษา คือ ความเจริญงอกงาม
พันธกิจ
ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ทั้งทางวิชาการ วิชาชีพ ทักษะชีวิต คุณธรรม และจริยธรรม ดำเนินการวิจัยเพื่อสร้าง
องค์ความรู้และพัฒนาการศึกษา ส่งเสริมการบริการวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และอนุรักษ์
ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อความเป็นเลิศในระดับประเทศและนานาชาติ
 วิสัยทัศน์
คณะศึกษาศาสตร์เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นเลิศด้านการศึกษาในระดับชาติ และนานาชาติ มุ่งผลิตบัณฑิต
ที่มีคุณภาพเข้าสู่วิชาชีพทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน ภายในปี พ.ศ. 2563
ประเด็นกลยุทธ์
เพื่อให้เป็นไปตามปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงกำหนด
ประเด็นกลยุทธ์ ดังนี้
     1. จัดการศึกษา ส่งเสริม และพัฒนาวิชาการ เพื่อให้การผลิตบัณฑิตและพัฒนามนุษย์เป็นที่ยอมรับของสังคม
มุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับประเทศและนานาชาติ
     2. ส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาภูมิปัญญา เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและ
สังคม ให้มีความสามารถเชิงการแข่งขัน และการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ
     3. กระจายการให้บริการวิชาการสู่สังคมอย่างมีส่วนร่วม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล องค์กร และชุมชน
อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน สามารถพึ่งตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     4. อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาภูมิปัญญาด้านศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาองค์ความรู้
ด้านศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ
     5. จัดและพัฒนาระบบการบริหารจัดการสู่ความเป็นสากลและมีประสิทธิภาพ
เป้าประสงค์
     1. มีระบบการพัฒนานิสิตและศิษย์เก่าที่เข้มแข็ง ผลิตและเร่งรัดพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้อง
กับความต้องการของประเทศ 
     2. มีทีมบุคลากรที่เข้มแข็ง พัฒนาบุคลากรและระบบบริหารบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ
     3. มีหลักสูตรที่เข้มแข็ง สามารถพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและการบริหาร
จัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 
     4. มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับการจัดการเรียนรู้ และวางระบบบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล มีความคล่องตัวและโปร่งใส 
     5. ส่งเสริมการวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่หลากหลาย และวิจัยที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
เพื่อนำไปสู่ความสามารถเชิงการแข่งขัน ตลอดทั้งมีการเผยแพร่ผลงานการวิจัยและบทความทางวิชาการ
สู่สากล 
     6. ส่งเสริมการบริการวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และการพัฒนาประเทศ
     7. ดำเนินการประกันคุณภาพภายในเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน
คุณภาพ รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน

ประวัติความเป็นมา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นคณะที่กล่าวได้ว่ามีรากฐานการกำเนิดมาพร้อมกับการกำเนิด
วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2511 เพราะวิทยาลัยวิชาการศึกษา ได้ก่อตั้งขึ้นมา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตครูในสาขาวิชาต่าง ๆ ออกไปเป็นครูตามโรงเรียนโดยทั่วไปในแถบพื้นที่ภาคอีสาน
วันที่ 29 มิถุนายน 2517 วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม ได้ยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาสารคาม ได้แบ่งส่วนราชการออกเป็น 4 คณะ ได้แก่ คณะศึกษาศาสตร์, คณะวิทยาศาสตร์,คณะมนุษยศาสตร์
และคณะสังคมศาสตร์ ทำให้คณะศึกษาศาสตร์ ได้ถูกแบ่งหน่วยงานออกมาอย่างเด่นชัด แต่การเป็นคณะก็ยัง
ไม่ได้เป็นอย่างเอกเทศโดยสมบูรณ์ เพราะเป็นเพียง วิทยาเขตของคณะศึกษาศาสตร์ที่ตั้งอยู่ มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ วิทยาเขตมหาสารคาม
มีจำนวน 6 คน ดังนี้
  • รองศาสตราจารย์สมบัติ มหารศ ระหว่าง พ.ศ. 2517 – 2522
  • อาจารย์ ดร.ถวิล ลดาวัลย์ ระหว่าง พ.ศ. 2522 – 2526
  • อาจารย์ประพัทธ์ ชัยเจริญ ระหว่าง พ.ศ. 2526 – 2528
  • รองศาสตราจารย์จตุพร เพ็งชัย ระหว่าง พ.ศ. 2528 – 2532
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เผชิญ กิจระการ ระหว่าง พ.ศ. 2532 – 2536
  • รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยยศ เรืองสุวรรณ ระหว่าง พ.ศ. 2536 – 2537
วันที่ 9 ธันวาคม 2537 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยแยกตัวเป็นเอกเทศจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ซึ่งคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามก็ได้ถูกยกฐานะเป็น “คณะ” อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับคณะต่าง ๆ
ในมหาวิทยาลัยอื่น ๆ โดยมีคณบดีเป็นหัวหน้าหน่วยงาน เรียงลำดับการดำรงตำแหน่ง ดังนี้
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิศมัย ศรีอำไพ ระหว่าง พ.ศ. 2537 – 2542
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ นิ่มจินดา ระหว่าง พ.ศ. 2542 – 2545
  • รองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท อิศรปรีดา ระหว่าง พ.ศ. 2545 – 2549
  • รองศาสตราจารย์ ดร. ประวิต เอราวรรณ์ ระหว่าง พ.ศ. 2549 – ปัจจุบัน
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีภารกิจหลัก ที่ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่เริ่มเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา
คือมุ่งผลิตบุคลากรทางการศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีคุณภาพ เพื่อพัฒนาการศึกษาของท้องถิ่นและประเทศ
ให้เจริญก้าวหน้า โดยยึดหลักปรัชญาที่ว่า “การศึกษาคือความเจริญงอกงาม”

โครงสร้างองค์กร

โครงสร้างการบริหาร

วันศึกษาศาสตร์ มมส

                               วันศึกษาศาสตร์ มมส 

 

เมื่อ วันที่ 16 กันยายน 2555 เวลา 09.30 น. ศาสตราจารย์ (พิเศษ) อักขราทร  จุฬารัตน นายกสภามหาวิทยาลัย มหาสารคาม  เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันศึกษาศาสตร์ ประจำปี 2555  โดยมี  รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต  เอราวรรณ์  คณบดีคณะศึกษาศาสตร์  กล่าวรายงาน ในปีนี้คณะศึกษาศาสตร์ได้ครบรอบ 46  ปี  กิจกรรมวันศึกษาศาสตร์ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  และในปีนี้ได้มีการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง อาเซียน : วิกฤต หรือโอกาสทางการศึกษา บรรยายพิเศษ โดย คุณหญิงลักษณาจันทร  เลาหพันธุ์ นายกสมาคมอาเซียน ประเทศไทย  และได้มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการในระดับบัณฑิตศึกษา ปริญญาโท  ปริญญาเอก และของเครือข่ายวิจัยทางการศึกษาจังหวัดมหาสารคาม  มีผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากรและนิสิตทุกระดับ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน 

กิจกรรมครั้ง นี้จัดขึ้นเพื่อให้บุคลากรทางการศึกษา  มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษากับการพัฒนาองค์กรให้เข้ม แข็งในการพัฒนาการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น  ตลอดจนเป็นการสรุปบทเรียนสะท้อนผลการปฏิบัติงาน  การจัดการเรียนการสอน  การวิจัยและพัฒนาการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของคณะศึกษา ศาสตร์ ในรอบปีที่ผ่านมา โดยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับรู้และให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนางานให้มี คุณภาพและเป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น  ซึ่งภายในงานได้จัดกิจกรรมที่หลากหลาย  อาทิ  การทำบุญตักบาตร การจัดนิทรรศการต่างๆเกี่ยวกับผลงานของคณะ  การมอบโล่รางวัลแก่ศิษย์เก่าผู้มีผลงานดีเด่นระดับภูมิภาคทั้งในสายผู้ ปฏิบัติการสอนและผู้บริหารสถานศึกษา  และมอบเกียรติบัตรนิสิตดีเด่น  ประจำปี  2555 ณ  ห้อง IT ชั้น 1 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ใน โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) อักขราทร  จุฬารัตน  นายกสภามหาวิทยาลัย มหาสารคาม มอบโล่รางวัล ศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2555 ซึ่งประกอบด้วย

1. รองศาสตราจารย์ ดร.วณิช  นิรันตรานนท์  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา และรักษาการรองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตอุดรธานี
2. นายรังสรรค์ เถื่อนนาดี  ผู้อำนวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 25
3. นายประภัสร สุภาสอน  ผู้อำนวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลาภู เขต 1
4. นายคมศักดิ์ อิโน  ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลจังหวัดร้อยเอ็ด

ใน การนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มอบเกียรติบัตรนิสิตดีเด่นผู้สร้างชื่อเสียงและทำประโยชน์ให้คณะศึกษาศาสตร์ ประจำปี 2555 ประกอบด้วย

1. นายมารุต พลอัน ได้รับทุนมูลนิธิศาสตราจารย์บุญชนะฯ ประจาปีการศึกษา 2555
2. นางสาววาสนา นนทะพา ได้รับทุน สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) ประจาปีการศึกษา 2555
3. นางสาวสุธาวัลย์ วงเวียน ได้รับทุน สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) ประจาปีการศึกษา 2555
4. นางสาวดวงพร ประทุม รางวัลชมเชย การประกวดสื่อดิจิทัลสร้างสรรค์ ประเภท e-learning ระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2554
5. นายรุ่งเพชร เพชรชรินพันธ์ ได้รับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ประจำปี 2555
6. นางสาวธนัญญา พลอาษา ได้รับทุนจากมูลนิธิดารงชัยธรรมรุ่นที่ 11/2552
7. นางสาวสุรีฉาย ประทุมโย นิสิตชั้นปีที่ 3 ตัวแทนทีมชาติไทยในกีฬารักบี้ฟุตบอลหญิง
8. นายกาชัย โยโพธิ์ ชั้นปีที่ 2 ได้รับเหรียญทองจากกีฬาฟันดาบสากล ในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 40 จังหวัดขอนแก่น
9. นายศักดิ์ชาย สุนทรวิสัย นิสิตชั้นปีที่ 4 ได้รับเหรียญเงินจากการแข่งขันกีฬาเปตองประเภททีม ในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 39

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โทร. 0-4375-4333 ต่อ 6051

ภาพ / ข่าว : แสงเทียน วงษาเวียง
 
ที่มา : คณะศึกษาศาสตร์
 

วิกฤติขาดแคลนครู 2 แสนคน สพฐ.สอบบรรจุพิเศษ1.2พันอัตรา


วิกฤติขาดแคลนครู 2 แสนคน

สพฐ.สอบบรรจุพิเศษ1.2พันอัตรา-ให้สิทธิ์เอกบริหาร-ท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 26 ก.ย.55 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ อ.ก.พ.กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ว่าที่ประชุมได้เห็นชอบการปรับเพิ่มกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการเพิ่มเติ่ม ในปีงบประมาณ2556-2559 ซึ่งได้มีการเสนอให้ปรับเพิ่มอัตรากำลังอีก จำนวน 2,940 อัตรา โดยเพิ่มในกรอบอัตราพนักงานราชการกลุ่มงานบริหารทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน จากกรอบอัตรากำลังที่กำหนดไว้เดิม 20,183 อัตรา ทำให้มีกรอบอัตรากำลังกลุ่มดังกล่าว รวม 23,123 อัตรา จำแนกเป็นอัตรากำลังที่ทดแทนลูกจ้างประจำที่มีลักษณะที่ไม่ใช่งานจ้าง เหมาบริการ 425 อัตรา และทดแทนลูกจ้างชั่วคราว 22,698 อัตรา

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่จะ มีข้าราชการครูในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.เกษียณอายุราชการปกติ และเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือระหว่างปี 2555-2565 เป็นจำนวนมากนั้น เป็นเรื่องของนโยบายว่าจะมีแนวทางการดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด สพฐ.ได้ประเมินพบว่าจะมีข้าราชการครูในสังกัดหาย ไปประมาณ 200,000 แสนกว่าคน จากจำนวนทั้งหมดในปัจจุบัน ประมาณ 4.3 แสนกว่าคน

"เรื่องนี้ถือเป็นวิกฤตการณ์ในอนาคต ที่จะต้องมีนโยบายว่าจะบริหารจัดการอย่างไร และคิดว่าคงไม่สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบปกติอย่างที่เคยทำ โดยใช้วิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการครูเข้ามาทดแทน ต้องใช้ระยะเวลานาน กว่าที่ข้าราชการครูจะสั่งสมประสบการณ์จนกระทั่งมีคุณภาพในการจัดการเรียน การสอน" นายชินภัทร กล่าว

ด้านนายไกร เกษทัน ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ.กำลังขอข้อมูลจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ว่าต้องการอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกใด เพื่อพิจารณากำหนดการสอบคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย ในกรณีพิเศษและเหตุจำเป็น ว12 ประมาณ 1,200 อัตรา โดยผู้มีสิทธิ์สอบนั้นต้องเป็นกลุ่มครูอัตราจ้างสอนที่ปฏิบัติหน้าที่มาไม่ น้อยกว่า 3 ปี และเปิดโอกาสให้ไปสอบคัดเลือกลงในเขตพื้นที่การศึกษาใดก็ได้ ที่ได้รับการจัดสรรอัตราสอบคราวนี้ ส่วนวิชาเอก ที่เปิดสอบนั้นจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่จบการศึกษาในสาขาบริหารธุรกิจ บริหารการท่องเที่ยว ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มีสิทธิ์สอบด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา มีการเรียกร้องจากกลุ่มนี้ที่ปฏิบัติการสอนอยู่ในสถานศึกษา โดยปัจจุบันมีผู้ที่จบในสองสาขาวิชาเอกนี้ประมาณ 2 พันคน

"ส่วนการสอบนั้นจะใช้แนวทางเดียวกับการสอบ ครูผู้ช่วย ที่ผ่านมา คือจะมีข้อสอบส่วนกลางไปให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการสอบในภาค ก และ ข ทั้งนี้ สพฐ.จะเร่งทำรายละเอียดแล้วจะเสนอที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบต่อไป และคาดว่าจะดำเนินการรับสมัครและสอบได้ในช่วงปิดภาคเรียน เดือน ต.ค.นี้" ผอ.สพร. กล่าว



ที่มา สยามรัฐ

คลอดระเบียบแท็บเล็ต ร.ร.เอกชนไม่ขอถือว่าไม่เอา



       สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชนคลอดระเบียบหนุนแท็บเล็ตโรงเรียนเอกชน ไม่ยื่นขอถือว่าไม่ประสงค์จะรับ พร้อมไฟเขียวเพิ่มเงินรายหัวอุ้มครูเอกชน... เมื่อวันที่ 28 ก.ย. จากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อให้มีเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ใช้ในการเรียนการสอน สำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. … ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เป็นต้นไป โดยมีสาระสำคัญ อาทิ คุณสมบัติของนักเรียนที่จะได้รับแท็บเล็ต ต้องเป็นนักเรียนในโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโดยถูกต้อง ลงทะเบียนและเรียนอยู่จริง รวมทั้งเป็นนักเรียนที่ผู้ปกครองไม่แจ้งขอสละสิทธิ์ขอรับแท็บเล็ต โรงเรียนต้องยื่นคำร้องขอรับเครื่องต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอในท้องที่นั้นๆ หรือ สช. สำหรับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ
       ทั้งนี้ เมื่อ สช.ได้รับคำขอแล้ว ต้องตรวจสอบคำขอรับเครื่องเพื่อเสนอขออนุมัติจัดสรรตามประมาณการให้โรงเรียนโดยเร็ว และเมื่อโรงเรียนได้รับเครื่องแล้วต้องลงทะเบียน และแจ้งหน่วยงานที่ยื่นคำร้องดังกล่าวภายใน 3 วันทำการ พร้อมส่งเครื่องแท็บเล็ตที่ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติคืน หากโรงเรียนใดไม่ขอรับเครื่องแท็บเล็ตภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าโรงเรียนนั้นไม่ประสงค์ขอรับแท็บเล็ต และโรงเรียนต้องจัดหาเครื่องแท็บเล็ตให้นักเรียนตามระเบียบนี้ เว้นแต่ผู้ปกครองสละสิทธิ์ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายหัว ฉบับที่ 4 เพื่อรองรับการปรับเพิ่มเงินเดือนครูเอกชน ปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท โดยปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูระดับก่อนประถมและประถมเพิ่มขึ้น 601 บาทต่อคนต่อปี ระดับมัธยมศึกษาและประกาศนียบัตรวิชาชีพเพิ่มขึ้น 751 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้ครูได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 11,680 บาท และการอุดหนุนเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่โรงเรียนเอกชนเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนจนถึงเดือนละ 15,000 บาท

สรยุทธ เจาะลึกแท็บเล็ตป.1

ห้องข่าว The Nation - แท็บเล็ตเจ้าปัญหา

เรียนอาชีวะ ดีจริงหรือ..

ห้องข่าว The Nation - ใช้คะแนนO-NETเข้าม.1,4

ยุคนี้ใครๆ ก็อยากเป็นครู

นโยบายการศึกษาที่หนูต้องการ

ข่าวการกระจายอำนาจ การศึกษาสู่ท้องถิ่น ช่องทีวีไทย WMV

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ไหลเรือไฟ

ประเพณีไหลเรือไฟ

เรือไฟ หรือ เฮือไฟ หมายถึง เรือที่ำทำด้วยท่อนกล้วย ไม้ไผ่ หรือ วัสดุ ที่ลอยน้ำ มีโครงสร้างเป็นรูปต่าง ๆ ตามต้องการ เมื่อจุดไฟใส่โครงสร้าง เปลวไฟจะลุกเป็นรูปร่างตามโครงสร้างนั้น

"ไหลเรือไฟ" เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนอีสาน ยึดถือปฏิบัติ สืบทอด กันมาแต่ครั้งโบราณ ประเพณีการไหลเรือไฟ บางทีเรียกว่า "ล่องเรือไฟ" "ลอยเรือไฟ" หรือ "ปล่อยเรือไฟ" ซึ่งเป็นลักษณะที่เรือไฟเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ



ประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม
งานประเพณีไหลเรือไฟ นิยมปฏิบัติกันในเทศกาลออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ประเพณีไหลเรือไฟ มีความเชื่อเกี่ยวโยง สัมพันธ์กับข้อมูลความเป็นมาหลายประการ เช่น เนื่องจากการบูชารอยพระพุทธบาท การสักการะพกาพรหม การบวงสรวงพระธาตุจุฬามณี การระลึกถึงพระคุณ ของพระแม่คงคา เป็นต้น



เรือไฟประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นทุ่นสำหรับลอยน้ำ จะใช้ไม้ที่ลอยน้ำ มาผูกติดกันเป็นแพ และส่วนที่เป็นรูปร่างสำหรับจุดไฟ เป็นส่วนที่อยู่บนทุ่น ใช้ไม้ไผ่ ลำยาวแข็งแรง ตั้งปลายขึ้นทั้ง 3 ลำ เป็นเสารับน้ำหนักของแผลง และแผลงนี้ ก็ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็กมาผูกยึดไขว้กัน เป็นตารางสี่เหลี่ยม ระยะห่างกันประมาณ คืบเศษ มัดด้วยลวดให้แน่ วางราบบนพื้น เมื่อวางแผนงานออกแบบบนแผงว่า ควรเป็นภาพอะไร การออกแบบในสมัยก่อน ออกแบบเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ศาสนาพุทธ เช่น พุทธประวัติ เป็นต้น

ปัจจุบัน นิยมออกแบบให้เข้ากับเหตุการณ์ เมื่อได้ภาพก็เริ่มทำลวดลายของภาพ โดยส่วนที่จะก่อให้เกิดลายนั้น เป็นไม้ไผ่อันเล็ก ๆ และลวดคัดให้เป็นลาย ตามที่ต้องการ แล้วใช้ผ้าจีวรเก่า ๆ มาฉีกเป็นริ้ว ๆ ชุบน้ำมันยาง (ปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็นใช้น้ำมันโซล่า (ดีเซล)) เมื่อชุบแล้วก็นำไปตากนาน 6 - 7 วัน หรือ ไม่ตากก็ได้ แล้วนำมาพันกับเส้นลวดจนทั่วและมีริ้วผ้าเส้นเล็ก ๆ วางแนบ เป็นแนวยาว ทำหน้าที่เป็นสายชนวน เมื่อเวลาจุดไฟ เมื่อเรียบร้อย นำไปปักไว้ กลางแพ โดยผูกติดกับไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ที่เป็นฐาน เมื่อถึงเวลาก็จุดไฟ แล้วปล่อย ไปตามแม่น้ำ



ประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม
ในปัจจุบัน วิธีทำเรือไฟ มีการนำเอเทคโนโลยีแนวใหม่ ๆ เข้ามาช่วย เช่น การใช้เรือจริง ๆ แทนต้นกล้วยหรือไม้ไผ่ ใช้ริ้วผ้าชุบน้ำมันโซล่า (ดีเชล) แทนน้ำมันยาง หรือการใช้ไฟฟ้าประดับเรือแทนการใช้ริ้วผ้าชุบน้ำมันยาง เป็นต้น

ประเพณีการไหลเรือไฟภาคอีสาน จะเป็นประเพณีที่คาบเกี่ยว ระหว่างเดือน สิบเอ็ด และเดือนสิบสอง ส่วนมากนิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือวันแรม 1 คำ เดือนสิบเอ็ด พอถึงวันงาน ชาวบ้าน พระภิกษุสงฆ์และสามเณร จะช่วยกันทำเรือไฟ เพือ่ไปลอยที่แม่น้ำ ในช่วงเช้าจะมีการประกอบการกุศล โดยการไปทำบุญตักบาตร

มีการถวายภัตตาหารเพลแล้ว เลี้ยงญาติโยมที่มาในช่วงบ่าย มีการละเล่นต่าง ๆ เพื่อความสนุกสนาน รวมทั้งมีการรำวงเป็นการฉลองเรือไฟ พอประมาณ 5 - 6 โมง เย็น หรือตอนพลบค่ำ มีการสวดมนต์รับศีลและฟังเทศน์ ถึงเวลาประมาณ 19 - 20 นาฬิกา ชาวบ้าน จะนำของกิน ผ้า เครื่องใช้ ขนม ข้าวต้มมัด กล้วย อ้อย หมากพลู บุหรี่ ฯลฯ ใส่ลงในกระจาดบรรจุไว้ในเรือไฟ ครั้งถึงเวลา จะจุดไฟให้เรือสว่าง แล้วปล่อยเรือให้ลอยไปตามแม่น้ำ

จังหวัดที่เคยทำพิธีกรรมการไหลเรือไฟอย่างเป็นทางการ ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สกลนคร นครพนม หนอง เลย มหาสารคาม และ อุบลราชธานี

พระธาตุพนม

พระธาตุพนม

พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นเจดีย์สำคัญของภาคอีสาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ชาวไทยในภาคอีสาน ตลอดจนบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตอนใกล้เคียง เรียก "พระเจดีย์" ว่า "พระธาตุ" เช่น พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร พระธาตุศรีสองรัก จังหวัดเลย และพระธาตุเรณู ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระธาตุพนม พระธาตุเหล่านี้ สร้างเป็นพระเจดีย์รูปสี่เหลี่ยม ตั้งแต่ฐานขึ้นไป และพระธาตุพนม มีอายุเก่าแก่และงดงามกว่าพระธาตุองค์อื่น ๆ

พระธาตุพนม ประดิษฐานในวัดพระธาตุพนม ซึ่งมีทำเลเป็นโคกสูงกว่าบริเวณเดียวกัน เรียกว่า "ภูกำพร้า" บางแห่งเรียกว่า "ภูก่ำพร้า" ในเขตอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม หน้าวัดมีซุ้มประตูใหญ่ 1 แห่ง และประตูเล็ก 2 แห่ง บนประตูมีรูปโทณพราหมณ์ กำลังตวงพระบรมธาตุด้วยทะนานทอง เมื่อเข้าไปภายในวัดจะถึงพระอุโบสถ และวิหารคต จึงถึงองค์พระธาตุพนมจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีหลายท่าน ลงความเห็นใกล้เคียงกันว่า พระธาตุพนมได้สร้าง เมื่อประมาณ 1,200 ปีมาแล้ว และสร้างด้วยอิฐเผา ไม่อิฐดิบสลัีกเป็นลวดลายวิจิตรพิสดาร การก่อสร้างประณีตสวยงาม ได้รับการบูรณะ จากกษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ และทางบ้านเมืองของไทยเสมอมา ชาวท้องถิ่นเคารพบูชาพระธาตุแห่งนี้ ทุกคนช่วยกันรักษาดูแลอย่างดีที่สุด องค์พระธาตุพนมสูง 52 เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 11.25 เมตร ยอดฉัตรเป็นทองคำหนัก 10 กิโลกรัม

11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 องค์พระธาตุพนม ซึ่งได้สร้างมานานถึง 1,200 ปี ก็ล้มลงท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก สร้างความเศร้าสลดใจแก่พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รัฐบาลจึงได้รีบเร่งจัดตั้งคณะกรรมการ บูรณะพระธาตุพนมให้คืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ระหว่างการบูรณะ ได้มีการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ ที่เชื่อกันว่าเป็นพระอุรังคธาตุ บรรจุอยู่ภายในองค์พระธาตุพนม ตามตำนานอุรังคธาตุด้วย เมื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมสำเร็จเรียบร้อย สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จไปทรงยกยอดฉัตรทองคำ เมื่อวันที่ 22 ่มีนาคม พ.ศ. 2522 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ไปทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ องค์พระธาตุพนม เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522 หลังจากนั้นได้มีการสมโภชน์พระธาตุพนมอย่างมโหฬาร

งานไหว้พระธาตุพนม ระหว่างวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3 ถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 3 รวม 7 วัน 7 คืน มีพุทธศาสนิกชน ทั้งชาวไทยและชาวลาว เดินทางไปร่วมงานบุญนี้อย่างเนืองแน่น และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงถวายดอกไม้เงินทองมาเป็นพุทธบูชาทุกรัชกาล

ศรีโคตรบูรณ์